หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

SUVARNABHUMI ของไทย กับ KLIA Kuala Lumpur ของมาเลเซีย เทียบกันแล้วมีอะไรต่างกันบ้าง


  SUVARNABHUMI AIRPORT 
สุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานนานาชาติของไทย 
กับ
KLIA  Kuala Lumpur International Airport  
ท่าอากาศยายนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

ความทันสมัย ความสะดวกสบาย ต่างกันบ้างไหม

อะไรที่เราดีกว่าเขา และอะไรที่เขาดีกว่าเรา

 


 ภาพแรก - 2  SUVARNABHUMI AIRPORT

 

ภาพ 3 - 4 KLIA  Kuala Lumpur International Airport
                  3.
 

               4.
 

            ข้างบนเป็นภาพที่ถ่ายไว้ช่วง 2 - 6 พฤษภาคม 2013 ค่ะ

           ช่วงนี้มีธุระต้องไปสนามบินสุวรรณภูมิบ่อยหน่อย (เมื่อ  1 กรกฎาคม 2013 ก็เพิ่งไปมาอีกรอบ) และมีโอกาสไปกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียเป็นครั้งแรกในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

            จึงถือโอากาสเอารูปเปรียบเทียบระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ กับสนามบิน KLIA มาดูค่ะ


            ก่อนอื่น ช่วยสุวรรณภูมิประชาสัมพันธ์เรื่องที่จอดรถเล็กน้อยค่ะ 

            การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางเข้าอาคารลานจอดรถมาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2013 ค่ะ   เรื่องนี้หลายท่านอาจจะทราบแล้ว  แต่ก็มีอีกหลายท่านที่ยังไม่ทราบและรู้สึกสับสนกับเรื่องที่จอดรถ

            บังเอิญฉันเจอแต่เรื่องปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง หลายเรื่องติดกันในช่วงนี้


            เมื่อวันที่ 29 เมษายน ไปรับคนที่สนามบินสุวรรณภูมิ  ยังใช้ทางเข้าที่จอดรถอาคาร 2 - 3  ที่ชั้น 5 อยู่เลย  

            วันที่ 2 พฤษภาคม ถัดมาอีก 3 วัน  ดิฉันไปใช้บริการที่จอดรถสุวรรณภูมิอีก  เขาเปลี่ยนให้เข้าที่ชั้น 1 แทนการเข้าที่ชั้น 5 เสียแล้ว  
            วันนั้นทำเอางงๆ สับสนเหมือนกัน  เพราะป้ายบอกทางตอนนั้นเป็นป้ายชั่วคราว ไม่ชัดเจน ขับเลยอาคารจอดรถ 2 ไปเลย 
           ด้วยความเคยชิน และสะดวกในการใช้ทางข้ามเข้าไปในสนามบิน ดิฉันก็ยังคงหาทางขับขึ้นไปจอดที่ชั้น 5 เหมือนเคย  แต่ป้ายบอกทางสับสนมาก  ( ณ ตอนนั้น )  
           วันที่ 1 กรกฎาคม ผ่านมา 2 เดือน ไปใช้อาคารจอดรถอีก 2 รอบ  ก็เห็นป้ายบอกทางและการจัดการเดินรถภายในอาคารจอดรถก็ยังคงสับสนเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากสองเดือนที่แล้ว

           มีคนใช้บริการไม่น้อย ที่งงกับป้ายบอกทาง และหลงเข้าไปจอดในลานจอดรถที่ตากแดดโดยไม่ตั้งใจ 


           การเปลี่ยนแปลงเรื่องที่จอดรถนี้  ก็สืบเนื่องจากความขัดแย้งของ ทอท. กับ บริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด ทำให้ ทอท. ต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตู้จ่ายบัตรจอดรถตรงช่องทางขาเข้าของลานจอดรถและอาคารจอดรถ ณ ทสภ. แทนบริษัท ปาร์คกิ้งฯ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2556

           ตอนนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิปรับเส้นทางให้เข้าอาคารจอดรถจากข้างล่าง (ชั้น 1  ตามภาพข้างล่างนี้) แล้วค่ะ
        โดยปรับเปลี่ยนเส้นทางเข้าอาคารและลานจอดรถจากจุดเดิมที่อยู่ฝั่งตรง ข้ามอาคารสำนักงาน ทสภ. ไปเข้าทางด้านหลังของอาคารจอดรถและลานจอดรถ ซึ่งอยู่ตรงข้ามอาคารผู้โดยสารแทน พร้อมกับปิดทางเข้าชั้น 5 ซึ่งเชื่อมต่อจากทางยกระดับเป็นการชั่วคราว (ถึงตอนที่เขียนอยู่นี้ ไม่รู้มีการปรับเปลี่ยนอีกหรือไม่)
             ให้ขับมาทางภาพข้างล่างนี้แล้วเลี้ยวขวาเข้าอาคารที่จอดรถ 

   

   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารการขนส่ง โทร.02 132 9511-12 และ Call Center โทร. 1722”

 จากเว็บไซต์  http://www.suvarnabhumiairport.com/detail_news_232_th.php

........................................................................... 

จบเรื่องที่จอดรถแล้ว  ก็เข้าเรื่อง มาดูในสนามบินสุวรรณภูมิกันต่อค่ะ

        วันที่ 29 เมษายน ไปรอรับคนที่้สนามบินนานาชาติสุรรณภูมิ  บังเอิญเครื่องดีเลย์เป็นชั่วโมง ก็เลยถ่ายรูปรอไปเรื่อยๆ

       สิ่งที่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง (ความจริงก็เปลี่ยนมาปีกว่าแล้ว จากการเรียกร้องของสมาคมท่องเที่ยวจีน) ก็คือ มีข้อความภาษาจีนตามป้ายต่างๆ ในสนามบินเพิ่มขึ้น (รองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาจีนซึ่งมีจำนวนมากขึ้น ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลย์ สิงคโปร์ ฯลฯ ) เรื่องป้ายข้อความภาษาจีนในสนามบิน KLIA ที่กัวลาลัมเปอร์ เขามีมานานแล้ว

นี่เป็นความแตกต่างเรื่องแรก  เป็นสิ่งที่เขาทำนานแล้วแต่เราเพิ่งทำ
  


      อาจารย์ปัญญา เรืองวงศา ซึ่งเป็นผู้ประสานงานด้านภาษาจีนให้กับหน่วยงานไทยระดับสูงหลายหน่วยงานเล่าให้ดิฉันฟังค่ะว่า การที่มีข้อความภาษาจีนเพิ่มขึ้นนี้ เกิดจากตอนที่สมาคมการท่องเที่ยวของจีนมาประชุมที่เมืองไทย ได้เสนอให้เพิ่มข้อความภาษาจีนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ นทท.ชาวจีน ที่สนามบิน  จึงได้มีข้อความภาษาจีนในเวลาต่อมาค่ะ
      นักเรียนของเหล่าซือคนนึงที่ไปทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนประจำสุวรรณภูมิก็เล่าว่าคนจีนมากันเยอะมาก มี นทท.จีนที่หลงจากกลุ่มบ่อยๆ การมีข้อความภาษาจีนในสนามบินนานาชาติจะช่วยได้มาก 
      ก็เห็นว่า มีดีกว่าไม่มี เพราะเป็นภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกปัจจุบัน การเพิ่มอีก 1 ภาษาไม่ได้ทำให้เราเสียอะไร  





  




              สนามบินสุวรรณภูมิมีการใช้เครื่องสแกนนิ้วมือที่ทันสมัย แทน การผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เริ่มใช้มาตั้งแต่เมษายน 2012 (ถ้าหนังสือเดินทางทำใหม่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ยังใช้กับเครื่องสแกนนิ้วมือนี้ไม่ได้ค่ะ)
              แต่ที่สนามบิน KLIA มาเลเซียยังไม่ได้นำเครื่องมือแบบนี้มาใช้ค่ะ
              นี่เป็นเรื่องที่สอง ที่แตกต่างกันค่ะ สุวรรณภูมิมีเครื่องสแกนนิ้วมือแล้ว แต่ KLIAเขายังไม่มี  (เขาอาจคิดว่าเอาเงินภาษีไปเพิ่มรายได้ให้คนดีกว่าเอาไปซื้อเครื่องจักรก็ำได้นะคะ) 
             ผู้โดยสารขาออกที่สุวรรณภูมิ  พอผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไปแล้ว ก็จะเห็นภาพประติมากรรมแบบฮินดู (ดิฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าคะ) ก่อนที่จะแยกเดินไปขึ้นเครื่องซ้ายขวาค่ะ




  เครื่องการบินไทยเดินไปทางหัวนาคค่ะ  แต่ประตูขึ้นเครื่องการบินไทยมักจะต้องเดินไปไกลมาก 
ดิฉันถามพนักงานการบินไทยที่เคาร์เตอร์ว่าเพราะอะไร
อย่างที่สนามบินดอนเมืองก็เหมือนกัน  ประตูขึ้นเครื่องของนกแอร์ก็ต้องเดินไกลกว่าแอร์เอเชีย
ก็ได้รอยยิ้มจากพนักงานการบินไทยเป็นคำตอบค่ะ 



เดินต่อมาก็ห้องน้ำค่ะ ห้องน้ำตรงนี้สวยและหรูค่ะ  นี่หน้าห้องน้ำนะคะ 






  ดูตลกนะ ที่เรายืนถ่ายรูปอยู่หน้าห้องน้า 



 เห็นว่าลวดลายสวยงามมาก 



 แม้แต่ภายในห้องน้ำ สังเกตว่าข้างในห้องน้ำแต่ละห้องยังมีภาพเกี่ยวกับไทยๆ ประดับไว้สวยงาม
ที่สนามบินดอนเมืองคนละเรื่องกันเลยนะคะ เริ่มมีคนบอกว่าสนามบินดอนเมืองเริ่มจะเหมือน บขส.แล้ว



เปรียบเทียบห้องน้ำแล้ว อาคารผู้โดยสารขาออกส่วนนี้ สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่าที่กัวลาฯ ค่ะ
นี่เรื่องที่สามนะคะ เรื่องจิ๊บจ๊อยหน่อย



         เดินจนถึงประตูขาออกแล้ว ก็ต้องนั่งรอรถมารับขึ้นเครื่องอีกพักใหญ่  ขึ้นรถลีมูซีนของการบินไทยแล้ว ยังต้องนั่งรถชมวิวภายในสนามบินไปอีกไกลพอสมควร จึงจะถึงตัวบันไดขึ้นเครื่องการบินไทย
         วันเดินทางออกไป ลงจากรถลีมูซีนก็เจอแดดที่ร้อนมากๆ ประมาณ 40 องศามั้ง ( 2 พ.ค. 2013 ช่วงร้อนระอุของกรุงเทพฯ) ขึ้นเครื่องเจอแอร์เย็นๆ  คืนนั้นไข้ขึ้นเลย  สว. ปรับตัวไม่ทัน 
         ขากลับก็เป็นแบบนี้ อยู่ในห้องโดยสาร Boeing 777 - 300 ER เครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด ทันสมัยที่สุดของการบินไทยที่เย็นฉ่ำออกมาก็ปะทะกับความร้อนตรงบันไดเครื่องทันที  



                                                       อ้าว นี่ช่วยการบินโปรโมทเครื่องเหรอ




          ส่วนที่สนามบิน KLIA กัวลาลัมเปอร์  พอเครื่องไปจอดเทียบ ก็เดินออกจากงวงเข้าไปในตัวอาคารที่ยังไม่ต้องปรับอุณหภูมิมากนัก  ขาออกก็เหมือนกัน พอออกจากประตูขาออกก็เดินเข้างวงต่อเข้าไปในเครื่องบินเลย
          นี่เป็นความแตกต่างเรื่องที่สี่  ที่เห็นว่าสนามบินของเขามีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าเราในระบบทางเชื่อมขึ้นลงเครื่องบิน (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ใหญ่ที่สุด)
          เขามีแล้ว แต่เรายังไม่มี หรือมีไม่พอ เรื่องนี้ไม่จิ๊บจ๊อย เพราะทำเหล่าซือป่วย



 ทีนี้ดูเวลาบินบ้าง บินจากกรุงเทพฯ ไป กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงมาเลเซีย 
โดยเครื่อง Boeing 777 - 200 ER 

 



 

ระยาง 1220 กม. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 40 นาทีค่ะ ชมวิวถ่ายรูปไป ไม่สนใจดูหนัง แป๊บเดียวก็ถึงซะแล้ว 



  

ภาพปากน้ำ อ่าวไทย ตอน 5 โมงเย็น สวยมากนะคะ เสียดายที่ไม่มีกล้องดีๆ มีแต่กล้องอัตโนมัติ


แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่อ่าวไทย  Gulf of Thailand 



 ภาพนี้แถวกรุงเทพฯ นี่แหละ

 


วันนั้นผู้โดยสารน้อยเป็นพิเศษ ไม่รู้เพราะอะไร  ตั้งแต่เดินทางมาไม่เคยเจอเที่ยวบินคนน้อยอย่างนี้มาก่อนเลย

       

          เป็นเที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ 16.40 ถึงสนามบิน KLIA ก็มืดแล้ว กว่าจะนั่งรถเข้าตัวเมืองกัวลาฯ อีก 60 กม. ไปถึงก็ดึกแล้ว กว่าจะเช็คอิน เอาของไปเก็บ ออกไปหาของกินก็เกือบ 5 ทุ่ม ซึ่งเวลาท้องถิ่นของมาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงค่ะ
     
     เขียนเรื่องเปรียบเทียบสนามบิน แต่ขอแถมเรื่องบรรยากาศในเครื่องและอาหารบนเครื่องหน่อยค่ะ เป็นรสชาติของการเดินทาง
เหล่าซือซื้อตั๋วราคาพิเศษ ราคา 8000 บาท  ก็ต้องนั่งหลัง แต่เขาว่านั่งหลังปลอดภัยกว่านะ 
จองที่นั่งท้ายๆ เครื่องไว้ล่วงหน้า  ต้องการที่นั่งที่เลยปีกเครื่องบินไป  เวลาถ่ายรูปจะได้ไม่ติดปีก
 

 ไม่เคยเจอเครื่องโล่งอย่างนี้มาก่อนเลย ดีเลย ถ่ายรูปสะดวก  แต่เสียดายน้ำมันและพลังงานลึกๆ 



วันนั้นเจอพนักงานบนเครื่องน่ารัก บริการเราอย่างดี แต่ขากลับคนเต็มลำเลยค่ะ  

        เราแจ้งไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนออกตั๋วว่าผู้โดยสารไม่ทานเนื้อ 
อีกคนแพ้อาหารทะเล
การบินไทยก็เตรียมอาหารพิเศษให้ อร่อยค่ะ แกงเขียวหวาน ผัดฟักทอง



ขนมหวานก็อร่อยค่ะชิ้นนี้ ขาไปขากลับขนมแบบเดียวกัน







ถึง KLIA แล้วค่ะ 



        สนามบินที่นี่ต่างจากสุวรรณภูมิ ตรงที่ผู้โดยสารขาเข้าขาออกใช้ทางเดินเดียวกัน 
ไม่เหมือนสุวรรณภูมิที่แยกไปคนละชั้น
นี่เป็นความแตกต่างเรื่องที่ห้าค่ะ 



ก่อนจะรับกระเป๋าสัมภาระ จะต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าภายในสนามบินที่เชื่อมระหว่างสองอาคาร (เหมือนที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง)
เรื่องนี้ก็เป็นความแตกต่างระหว่างสุวรรณภูมิกับ KLIA
เขามีรถไฟฟ้าใช้ในสนามบิน แต่สุวรรณภูมิใช้ระบบรถลีมูซีนขนส่งผู้โดยสารไปขึ้นเครื่อง
นี่เป็นข้อแตกต่างเรื่องที่หกค่ะ



เขียนยาวไปหน่อย ค่อยมาเล่าต่อดีกว่าค่ะ คราวหน้ามาดูว่ายังมีอะไรที่แตกต่างกันอีกหรือเปล่า
สรุปสั้นๆ ก่อนจบเอนทรี่นี้ เผื่อคนที่ไม่มีเวลาอ่านมากค่ะ
ความแตกต่างที่เห็นและเล่ามาตอนนี้ก็มี 
1.  ป้ายข้อความภาษาจีนในสนามบิน
2.  เครื่องสแกนรอยนิ้วมือ เพื่อผ่านด่าน ตม.
3.  ห้องน้ำ
4. ระบบต่อเชื่อมให้ผู้โดยสารขึ้นลงเครื่อง 

5.  การจัดระบบทางเดินของผู้โดยสารขาเข้า - ขาออก
6.  ระบบขนส่งรถไฟฟ้าภายในสนามบิน

ขอบคุณที่มาอ่านค่ะ



เรื่องที่เกี่ยวข้อง

KLIA กัวลาฯ มีระบบ Airport Coach เชื่อมต่อเข้ากับท่าอากาศยาน  (คลิกอ่านที่นี่ค่ะ)

http://suwannas.blogspot.com/2013/07/klia-airport-coach.html


ติ๋มซำกวางตุ้ง มื้อที่อร่อยสุดมื้อหนึ่งในเมืองอีโปร์ 怡保市广东式点心 DIMSUM @IPOH Malaysia  (คลิกอ่านที่นี่ค่ะ)  

http://suwannas.blogspot.com/2013/07/dimsum-ipoh-malaysia.html



อีโปห์  IPOH  怡保 Malaysia เมืองอาหารเลิศรส (美食城) เมืองแห่งภูเขา (山城) แนะนำที่ัำพัก
http://suwannas.blogspot.com/2013/07/ipoh-m (คลิกอ่านที่นี่ค่ะ) 


Flag Counter

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ศิลปะการเขียนพู่กันจีน อีกกิจกรรมหนึ่งที่เราจัดให้กับนักเรียนภาษาจีน

ศิลปะการเขียนพู่กันจีน 中國書法

เป็นมรดกทางวัฒนธรรมจีนอย่างหนึ่งค่ะ
ถ้าเห็นการเขียนพู่กันจีน หรือ ภาพวาดพู่กันจีน ก็จะนึกถึงภาพของความเป็นจีนทันทีเลยค่ะ

ภาพวาดจีน กับ ภาพวาดสำน้ำมันแบบตะวันตก แตกต่างกันอย่างไร

中國畫 跟 西方油彩畫 有什麽不同 ?

แตกต่างกันอย่างนี้ค่ะ 
ภาพวาดจีน วาดด้วยหมึกดำกับน้ำ  ภาพสีน้ำมัน วาดด้วยสี
ภาพวาดจีน ในภาพมักจะมีที่ว่างเปล่า ภาพสีน้ำมัน จะต้องระบายสีเต็มไม่เหลือที่ว่าง
ภาพวาดจีน มักจะเขียนบนผ้า  ส่วนภาพวาดตะวันตก มักจะเขียนบนกระดาษ

ภาพวาดจีนแบบใช้พู่กันจุ่มหมึกดำเขียน 


ข้อความบนเป็นชื่อจีนของสถาบันฟิวเจอร์ซี ภาพบนเป็นการเขียนแบบพู่กันจีน

แต่ถ้าเขียนด้วย font  คอมพิวเตอร์  ก็จะหน้าตาเป็นอย่างข้างล่างนี้ค่ะ

อักษรจีนตัวเต็ม 銘中漢語中心  และ อักษรจีนตัวย่อ 铭中汉语中心 

จะเห็นว่าความสวยงามของตัวอักษรมันคนละเรื่องกันเลย

ที่สถาบันสอนภาษาจีนของดิฉัน  จะไม่สอนภาษาอย่างเดียว และจะไม่สอนให้เด็กท่องจำด้วยค่ะ
เพราะถือว่านั่นยังเข้าไม่ถึงแก่นของวัฒนธรรม เข้าไม่ถึงแก่นของภาษา 

แต่จะมีกิจกรรมวัฒนธรรมจีนอื่นๆ เสริมด้วย ที่เคยเอามาลงบล็อกก็มีการสอนร้องเพลงจีนบ้าง
แต่เราไม่ได้ร้องเพลงจีนอย่างเดียวนะคะ เรายังมีการเขียนและวาดรูปพู่กันจีนด้วยค่ะ


เมื่อวันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา เราก็มีกิจกรรมพู่กันจีนอีก
(ไม่ได้มีบ่อยนะคะ เพราะกิจกรรมนี้มักทำให้โต๊ะตัวสวยที่เหล่าซือไปเลือกหาตั้งนานนั้นเลอะหมึกดำค่ะ )


แต่พอเห็นผลงานที่เด็กๆ ตั้งใจทำออกมา ภายในเวลาชั่วโมงกว่าๆ แล้วชื่นใจมากจนต้องขออนุญาตนำมาโชว์ในบล็อก เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเด็กๆ ที่ตั้งใจทำออกมา
ไม่ว่ากันนะคะ  


ผลงานวาดภาพด้วยพู่กันจีน  มีเพียงกระดาษ หมึกฝนสีดำ พู่กัน และ ถาดฝนหมึก 
ที่เรียกว่า 文房四宝


เหล่าซือไม่ได้สอนเอง  ผบ. ของเหล่าซือเป็นคนสอนค่ะ
ออกตัวก่อนค่ะว่า ผบ. ของเหล่าซือเขาก็ไม่ใช่นักเขียนพู่กันมืออาชีิพนะคะ  เทียบกับบล็อกเกอร์มือโปรทั้งหลายไม่ได้ค่ะ

เพียงแต่ใจรัก  ก็เลยสอนให้เด็กๆ พอได้พื้นฐานเล็กๆ ได้ความเพลิดเพลิน และเด็กๆ ก็ชอบให้เขาสอนค่ะ


ดูผลงานเด็กๆ กันดีกว่า พูดยาวออกทะเล
ภาพนี้เป็นผลงานของน้องเพ่ยๆ   


ส่วนรูปนี้เป็นผลงานของน้องปัณปัณ


ภาพบนทั้งหมดเป็นภาพที่ถ่ายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาค่ะ
.......................................................................................


แต่ภาพล่างๆ ต่อไปนี้ไปขุดภาพเก่ามาลงเพิ่มค่ะ


ส่วนนี้เป็นภาพที่ไม่ได้เขียนด้วยหมึก แต่เขียนด้วยน้ำ 


ใช้พู่กันจุ่มน้ำ แล้วเขียนบนกระดาษเขียนน้ำ (ที่เหล่าซือไปหาซื้อเองบ้าง ฝากนักเรียนซื้อจากเซี่ยงไฮ้บ้าง)
พอน้ำแห้งก็เขียนได้อีก  อย่างนี้ประหยัดและไม่เลอะ  แต่กระดาษหาซื้อยากหน่อย  
เหล่าซือก็เลยหวงกระดาษมาก แต่แจกให้เด็กๆ คนละใบ พู่กันคนละด้าม เอากลับบ้านไปฝึกต่อ
ตอนไปออกงานอาเซียนที่สีลม มีคนมาขอซื้อ บอกไม่ขายค่ะ  


ภาพล่างนี้เป็นนักเรียนเด็กรุ่นแรกๆ ที่มาเรียนที่ฟิวเจอร์ซี ท่าพระค่ะ
ถ่ายไว้เมื่อเดือนตุลาคม 2005  คนในภาพตอนนี้โตหมดแล้วค่ะ 


                                                               
.......................................................


เกี่ยวกับภาพเด็กๆ  เขียนพู่กันจีนนี้  
สถาบันสอนภาษาจีนฟิวเจอร์ซี  มีโอกาสต้อนรับทีมถ่ายทำของเครือเนชั่น 2 ครั้งนะคะ 
ครั้งแรกก็ปี 2007 (2550) โน้นค่ะ


สองภาพที่เห็นพื้นกระดาษโปสเตอร์สีแดงนี้  
เป็นภาพที่เหล่าซือถ่ายไว้ตอนทีมงานของรายการชีพจรโลก
มาถ่ายภาพนักเรียนเขียนพู่กันจีนที่ ฟิวเจอร์ซี ท่าพระ
เพื่อนำไปใช้ประกอบรายการชีพจรโลก ในหัวข้อ การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย 
แพร่ภาพช่อง 9 (สมัยนั้น)


และต่อมาสองภาพนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ  เป็นภาพประกอบข่าวที่นักข่าว น.ส.พ. ฉบับนี้สัมภาษณ์เหล่าซือตอนเจอกันในงานแถลงข่าวเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยปัญหาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทย
ซึ่งนำทีมวิจัยโดย ดร. เขียน ธีระวิทย์ ศูนย์จีนศึกษา จุฬาฯ
(ตอนนั้น อาจารย์เขียนท่านให้โอกาสเหล่าซือมีส่วนร่วมเล็กๆ ในงานวิจัยนั้นด้วย)
และต่อมาอีก ก็มีอาจารย์ท่านหนึ่งจากเทคโนบางมดฯ มาบอกเหล่าซือว่ามีคนนำสองภาพนี้ไปโพสต์ในเน็ต แต่ไม่ได้อ้างอิงว่าภาพจากที่ไหน
.......................................... 


ครั้งที่สอง ฟิวเจอร์ซี มีโอกาสได้ต้อนรับทีมงานจากรายการการศึกษา ของ แมงโกทีวี เครือเนชั่น อีกครั้ง
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2010 ( 2553) 


ภาพบน คือ พิธีกรคนเก่งของแมงโกทีวีค่ะ


ส่วนภาพนี้ คือ ทีมถ่ายทำระดับมือโปร  ต่อหน้ากล้องแบบนี้ เหล่าซือเลยพูดอะไรผิดๆ ถูกๆ (โทษกล้อง) 


หัวหน้าทีมถ่ายอารมณ์ดี ก็ทำให้บรรยากาศเป็นไปอย่างสบายๆ


จ้องแบบนี้ เด็กก็เกร็งสิคะ







พิธีกรมองตามมือน้องด้วยความสนใจ  (อยากจุ่มเล่นบ้างอ่ะครับ)


ดูสีหน้าของพิธีกร กับ น้องคนนี้นะคะ
น้องมองพิธีกรด้วยความสนใจ แต่คงตื่นเต้นจนยิ้มไม่ออก 
คนเสื้อสีฟ้าที่ยืนข้างหลังก็คือคนสอนเขียนพู่กันนะคะ


...................................................

ทีมถ่ายทำของแมงโกทีวี ตอนนั้นมาถ่ายทำอะไรหรือคะ 


เขามาทำสกรู๊ปสัมภาษณ์นักเรียนเหล่าซือที่ได้ทุนรัฐบาลจีนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ประเทศจีน
ซึ่งในปีนั้น ได้พร้อมกันสองคน และเป็นนักเรียนดีทั้งคู่ด้วยค่ะ

คนกลางเสื้อลาย คือ คุณปึ๊ง เกียรตินิยมจากรัฐศาสตร์ IR จุฬาฯ ได้รับทุนไปเรียนต่อสาขาเศรษฐศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยฟู่ตั้น (复旦大学)  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของนครเซี่ยงไฮ้

คนริมเสื้อลายน้ำตาล คือ คุณโจ้ เกียรตินิยมจากวิศวเคมี จุฬาฯ ได้รับทุนไปศึกษาต่อสาขาบริหารอุตสาหการ
ที่มหาวิทยาลัยชิงฮว๋า (清华大学) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งสายวิทย์ของจีน 

ขอบคุณ พื้นที่ของ กูเกิ้ล 

ขอบคุณบล็อกเกอร์  ผู้อ่าน ทุกท่านค่ะ





















Facebook: Suwanna Future C 



Flag Counter Flag Counter ..๑๑๑๑๑