หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

SUVARNABHUMI ของไทย กับ KLIA Kuala Lumpur ของมาเลเซีย เทียบกันแล้วมีอะไรต่างกันบ้าง


  SUVARNABHUMI AIRPORT 
สุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานนานาชาติของไทย 
กับ
KLIA  Kuala Lumpur International Airport  
ท่าอากาศยายนานาชาติกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

ความทันสมัย ความสะดวกสบาย ต่างกันบ้างไหม

อะไรที่เราดีกว่าเขา และอะไรที่เขาดีกว่าเรา

 


 ภาพแรก - 2  SUVARNABHUMI AIRPORT

 

ภาพ 3 - 4 KLIA  Kuala Lumpur International Airport
                  3.
 

               4.
 

            ข้างบนเป็นภาพที่ถ่ายไว้ช่วง 2 - 6 พฤษภาคม 2013 ค่ะ

           ช่วงนี้มีธุระต้องไปสนามบินสุวรรณภูมิบ่อยหน่อย (เมื่อ  1 กรกฎาคม 2013 ก็เพิ่งไปมาอีกรอบ) และมีโอกาสไปกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียเป็นครั้งแรกในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา 

            จึงถือโอากาสเอารูปเปรียบเทียบระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ กับสนามบิน KLIA มาดูค่ะ


            ก่อนอื่น ช่วยสุวรรณภูมิประชาสัมพันธ์เรื่องที่จอดรถเล็กน้อยค่ะ 

            การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ  ได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางเข้าอาคารลานจอดรถมาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2013 ค่ะ   เรื่องนี้หลายท่านอาจจะทราบแล้ว  แต่ก็มีอีกหลายท่านที่ยังไม่ทราบและรู้สึกสับสนกับเรื่องที่จอดรถ

            บังเอิญฉันเจอแต่เรื่องปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลง หลายเรื่องติดกันในช่วงนี้


            เมื่อวันที่ 29 เมษายน ไปรับคนที่สนามบินสุวรรณภูมิ  ยังใช้ทางเข้าที่จอดรถอาคาร 2 - 3  ที่ชั้น 5 อยู่เลย  

            วันที่ 2 พฤษภาคม ถัดมาอีก 3 วัน  ดิฉันไปใช้บริการที่จอดรถสุวรรณภูมิอีก  เขาเปลี่ยนให้เข้าที่ชั้น 1 แทนการเข้าที่ชั้น 5 เสียแล้ว  
            วันนั้นทำเอางงๆ สับสนเหมือนกัน  เพราะป้ายบอกทางตอนนั้นเป็นป้ายชั่วคราว ไม่ชัดเจน ขับเลยอาคารจอดรถ 2 ไปเลย 
           ด้วยความเคยชิน และสะดวกในการใช้ทางข้ามเข้าไปในสนามบิน ดิฉันก็ยังคงหาทางขับขึ้นไปจอดที่ชั้น 5 เหมือนเคย  แต่ป้ายบอกทางสับสนมาก  ( ณ ตอนนั้น )  
           วันที่ 1 กรกฎาคม ผ่านมา 2 เดือน ไปใช้อาคารจอดรถอีก 2 รอบ  ก็เห็นป้ายบอกทางและการจัดการเดินรถภายในอาคารจอดรถก็ยังคงสับสนเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากสองเดือนที่แล้ว

           มีคนใช้บริการไม่น้อย ที่งงกับป้ายบอกทาง และหลงเข้าไปจอดในลานจอดรถที่ตากแดดโดยไม่ตั้งใจ 


           การเปลี่ยนแปลงเรื่องที่จอดรถนี้  ก็สืบเนื่องจากความขัดแย้งของ ทอท. กับ บริษัท ปาร์คกิ้ง แมนเนจเม้นท์ จำกัด ทำให้ ทอท. ต้องเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตู้จ่ายบัตรจอดรถตรงช่องทางขาเข้าของลานจอดรถและอาคารจอดรถ ณ ทสภ. แทนบริษัท ปาร์คกิ้งฯ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2556

           ตอนนี้ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิปรับเส้นทางให้เข้าอาคารจอดรถจากข้างล่าง (ชั้น 1  ตามภาพข้างล่างนี้) แล้วค่ะ
        โดยปรับเปลี่ยนเส้นทางเข้าอาคารและลานจอดรถจากจุดเดิมที่อยู่ฝั่งตรง ข้ามอาคารสำนักงาน ทสภ. ไปเข้าทางด้านหลังของอาคารจอดรถและลานจอดรถ ซึ่งอยู่ตรงข้ามอาคารผู้โดยสารแทน พร้อมกับปิดทางเข้าชั้น 5 ซึ่งเชื่อมต่อจากทางยกระดับเป็นการชั่วคราว (ถึงตอนที่เขียนอยู่นี้ ไม่รู้มีการปรับเปลี่ยนอีกหรือไม่)
             ให้ขับมาทางภาพข้างล่างนี้แล้วเลี้ยวขวาเข้าอาคารที่จอดรถ 

   

   สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายบริหารการขนส่ง โทร.02 132 9511-12 และ Call Center โทร. 1722”

 จากเว็บไซต์  http://www.suvarnabhumiairport.com/detail_news_232_th.php

........................................................................... 

จบเรื่องที่จอดรถแล้ว  ก็เข้าเรื่อง มาดูในสนามบินสุวรรณภูมิกันต่อค่ะ

        วันที่ 29 เมษายน ไปรอรับคนที่้สนามบินนานาชาติสุรรณภูมิ  บังเอิญเครื่องดีเลย์เป็นชั่วโมง ก็เลยถ่ายรูปรอไปเรื่อยๆ

       สิ่งที่เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลง (ความจริงก็เปลี่ยนมาปีกว่าแล้ว จากการเรียกร้องของสมาคมท่องเที่ยวจีน) ก็คือ มีข้อความภาษาจีนตามป้ายต่างๆ ในสนามบินเพิ่มขึ้น (รองรับนักท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาจีนซึ่งมีจำนวนมากขึ้น ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลย์ สิงคโปร์ ฯลฯ ) เรื่องป้ายข้อความภาษาจีนในสนามบิน KLIA ที่กัวลาลัมเปอร์ เขามีมานานแล้ว

นี่เป็นความแตกต่างเรื่องแรก  เป็นสิ่งที่เขาทำนานแล้วแต่เราเพิ่งทำ
  


      อาจารย์ปัญญา เรืองวงศา ซึ่งเป็นผู้ประสานงานด้านภาษาจีนให้กับหน่วยงานไทยระดับสูงหลายหน่วยงานเล่าให้ดิฉันฟังค่ะว่า การที่มีข้อความภาษาจีนเพิ่มขึ้นนี้ เกิดจากตอนที่สมาคมการท่องเที่ยวของจีนมาประชุมที่เมืองไทย ได้เสนอให้เพิ่มข้อความภาษาจีนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ นทท.ชาวจีน ที่สนามบิน  จึงได้มีข้อความภาษาจีนในเวลาต่อมาค่ะ
      นักเรียนของเหล่าซือคนนึงที่ไปทำหน้าที่เป็นล่ามภาษาจีนประจำสุวรรณภูมิก็เล่าว่าคนจีนมากันเยอะมาก มี นทท.จีนที่หลงจากกลุ่มบ่อยๆ การมีข้อความภาษาจีนในสนามบินนานาชาติจะช่วยได้มาก 
      ก็เห็นว่า มีดีกว่าไม่มี เพราะเป็นภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลกปัจจุบัน การเพิ่มอีก 1 ภาษาไม่ได้ทำให้เราเสียอะไร  





  




              สนามบินสุวรรณภูมิมีการใช้เครื่องสแกนนิ้วมือที่ทันสมัย แทน การผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เริ่มใช้มาตั้งแต่เมษายน 2012 (ถ้าหนังสือเดินทางทำใหม่ไม่ถึง 2 สัปดาห์ ยังใช้กับเครื่องสแกนนิ้วมือนี้ไม่ได้ค่ะ)
              แต่ที่สนามบิน KLIA มาเลเซียยังไม่ได้นำเครื่องมือแบบนี้มาใช้ค่ะ
              นี่เป็นเรื่องที่สอง ที่แตกต่างกันค่ะ สุวรรณภูมิมีเครื่องสแกนนิ้วมือแล้ว แต่ KLIAเขายังไม่มี  (เขาอาจคิดว่าเอาเงินภาษีไปเพิ่มรายได้ให้คนดีกว่าเอาไปซื้อเครื่องจักรก็ำได้นะคะ) 
             ผู้โดยสารขาออกที่สุวรรณภูมิ  พอผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองไปแล้ว ก็จะเห็นภาพประติมากรรมแบบฮินดู (ดิฉันเข้าใจถูกหรือเปล่าคะ) ก่อนที่จะแยกเดินไปขึ้นเครื่องซ้ายขวาค่ะ




  เครื่องการบินไทยเดินไปทางหัวนาคค่ะ  แต่ประตูขึ้นเครื่องการบินไทยมักจะต้องเดินไปไกลมาก 
ดิฉันถามพนักงานการบินไทยที่เคาร์เตอร์ว่าเพราะอะไร
อย่างที่สนามบินดอนเมืองก็เหมือนกัน  ประตูขึ้นเครื่องของนกแอร์ก็ต้องเดินไกลกว่าแอร์เอเชีย
ก็ได้รอยยิ้มจากพนักงานการบินไทยเป็นคำตอบค่ะ 



เดินต่อมาก็ห้องน้ำค่ะ ห้องน้ำตรงนี้สวยและหรูค่ะ  นี่หน้าห้องน้ำนะคะ 






  ดูตลกนะ ที่เรายืนถ่ายรูปอยู่หน้าห้องน้า 



 เห็นว่าลวดลายสวยงามมาก 



 แม้แต่ภายในห้องน้ำ สังเกตว่าข้างในห้องน้ำแต่ละห้องยังมีภาพเกี่ยวกับไทยๆ ประดับไว้สวยงาม
ที่สนามบินดอนเมืองคนละเรื่องกันเลยนะคะ เริ่มมีคนบอกว่าสนามบินดอนเมืองเริ่มจะเหมือน บขส.แล้ว



เปรียบเทียบห้องน้ำแล้ว อาคารผู้โดยสารขาออกส่วนนี้ สนามบินสุวรรณภูมิดีกว่าที่กัวลาฯ ค่ะ
นี่เรื่องที่สามนะคะ เรื่องจิ๊บจ๊อยหน่อย



         เดินจนถึงประตูขาออกแล้ว ก็ต้องนั่งรอรถมารับขึ้นเครื่องอีกพักใหญ่  ขึ้นรถลีมูซีนของการบินไทยแล้ว ยังต้องนั่งรถชมวิวภายในสนามบินไปอีกไกลพอสมควร จึงจะถึงตัวบันไดขึ้นเครื่องการบินไทย
         วันเดินทางออกไป ลงจากรถลีมูซีนก็เจอแดดที่ร้อนมากๆ ประมาณ 40 องศามั้ง ( 2 พ.ค. 2013 ช่วงร้อนระอุของกรุงเทพฯ) ขึ้นเครื่องเจอแอร์เย็นๆ  คืนนั้นไข้ขึ้นเลย  สว. ปรับตัวไม่ทัน 
         ขากลับก็เป็นแบบนี้ อยู่ในห้องโดยสาร Boeing 777 - 300 ER เครื่องบินรุ่นใหม่ล่าสุด ทันสมัยที่สุดของการบินไทยที่เย็นฉ่ำออกมาก็ปะทะกับความร้อนตรงบันไดเครื่องทันที  



                                                       อ้าว นี่ช่วยการบินโปรโมทเครื่องเหรอ




          ส่วนที่สนามบิน KLIA กัวลาลัมเปอร์  พอเครื่องไปจอดเทียบ ก็เดินออกจากงวงเข้าไปในตัวอาคารที่ยังไม่ต้องปรับอุณหภูมิมากนัก  ขาออกก็เหมือนกัน พอออกจากประตูขาออกก็เดินเข้างวงต่อเข้าไปในเครื่องบินเลย
          นี่เป็นความแตกต่างเรื่องที่สี่  ที่เห็นว่าสนามบินของเขามีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่าเราในระบบทางเชื่อมขึ้นลงเครื่องบิน (ถึงแม้เขาจะไม่ใช่ใหญ่ที่สุด)
          เขามีแล้ว แต่เรายังไม่มี หรือมีไม่พอ เรื่องนี้ไม่จิ๊บจ๊อย เพราะทำเหล่าซือป่วย



 ทีนี้ดูเวลาบินบ้าง บินจากกรุงเทพฯ ไป กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงมาเลเซีย 
โดยเครื่อง Boeing 777 - 200 ER 

 



 

ระยาง 1220 กม. ใช้เวลาบิน 1 ชั่วโมง 40 นาทีค่ะ ชมวิวถ่ายรูปไป ไม่สนใจดูหนัง แป๊บเดียวก็ถึงซะแล้ว 



  

ภาพปากน้ำ อ่าวไทย ตอน 5 โมงเย็น สวยมากนะคะ เสียดายที่ไม่มีกล้องดีๆ มีแต่กล้องอัตโนมัติ


แม่น้ำเจ้าพระยาไหลลงสู่อ่าวไทย  Gulf of Thailand 



 ภาพนี้แถวกรุงเทพฯ นี่แหละ

 


วันนั้นผู้โดยสารน้อยเป็นพิเศษ ไม่รู้เพราะอะไร  ตั้งแต่เดินทางมาไม่เคยเจอเที่ยวบินคนน้อยอย่างนี้มาก่อนเลย

       

          เป็นเที่ยวบินออกจากกรุงเทพฯ 16.40 ถึงสนามบิน KLIA ก็มืดแล้ว กว่าจะนั่งรถเข้าตัวเมืองกัวลาฯ อีก 60 กม. ไปถึงก็ดึกแล้ว กว่าจะเช็คอิน เอาของไปเก็บ ออกไปหาของกินก็เกือบ 5 ทุ่ม ซึ่งเวลาท้องถิ่นของมาเลเซียเร็วกว่าไทย 1 ชั่วโมงค่ะ
     
     เขียนเรื่องเปรียบเทียบสนามบิน แต่ขอแถมเรื่องบรรยากาศในเครื่องและอาหารบนเครื่องหน่อยค่ะ เป็นรสชาติของการเดินทาง
เหล่าซือซื้อตั๋วราคาพิเศษ ราคา 8000 บาท  ก็ต้องนั่งหลัง แต่เขาว่านั่งหลังปลอดภัยกว่านะ 
จองที่นั่งท้ายๆ เครื่องไว้ล่วงหน้า  ต้องการที่นั่งที่เลยปีกเครื่องบินไป  เวลาถ่ายรูปจะได้ไม่ติดปีก
 

 ไม่เคยเจอเครื่องโล่งอย่างนี้มาก่อนเลย ดีเลย ถ่ายรูปสะดวก  แต่เสียดายน้ำมันและพลังงานลึกๆ 



วันนั้นเจอพนักงานบนเครื่องน่ารัก บริการเราอย่างดี แต่ขากลับคนเต็มลำเลยค่ะ  

        เราแจ้งไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนออกตั๋วว่าผู้โดยสารไม่ทานเนื้อ 
อีกคนแพ้อาหารทะเล
การบินไทยก็เตรียมอาหารพิเศษให้ อร่อยค่ะ แกงเขียวหวาน ผัดฟักทอง



ขนมหวานก็อร่อยค่ะชิ้นนี้ ขาไปขากลับขนมแบบเดียวกัน







ถึง KLIA แล้วค่ะ 



        สนามบินที่นี่ต่างจากสุวรรณภูมิ ตรงที่ผู้โดยสารขาเข้าขาออกใช้ทางเดินเดียวกัน 
ไม่เหมือนสุวรรณภูมิที่แยกไปคนละชั้น
นี่เป็นความแตกต่างเรื่องที่ห้าค่ะ 



ก่อนจะรับกระเป๋าสัมภาระ จะต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าภายในสนามบินที่เชื่อมระหว่างสองอาคาร (เหมือนที่สนามบินนานาชาติปักกิ่ง)
เรื่องนี้ก็เป็นความแตกต่างระหว่างสุวรรณภูมิกับ KLIA
เขามีรถไฟฟ้าใช้ในสนามบิน แต่สุวรรณภูมิใช้ระบบรถลีมูซีนขนส่งผู้โดยสารไปขึ้นเครื่อง
นี่เป็นข้อแตกต่างเรื่องที่หกค่ะ



เขียนยาวไปหน่อย ค่อยมาเล่าต่อดีกว่าค่ะ คราวหน้ามาดูว่ายังมีอะไรที่แตกต่างกันอีกหรือเปล่า
สรุปสั้นๆ ก่อนจบเอนทรี่นี้ เผื่อคนที่ไม่มีเวลาอ่านมากค่ะ
ความแตกต่างที่เห็นและเล่ามาตอนนี้ก็มี 
1.  ป้ายข้อความภาษาจีนในสนามบิน
2.  เครื่องสแกนรอยนิ้วมือ เพื่อผ่านด่าน ตม.
3.  ห้องน้ำ
4. ระบบต่อเชื่อมให้ผู้โดยสารขึ้นลงเครื่อง 

5.  การจัดระบบทางเดินของผู้โดยสารขาเข้า - ขาออก
6.  ระบบขนส่งรถไฟฟ้าภายในสนามบิน

ขอบคุณที่มาอ่านค่ะ



เรื่องที่เกี่ยวข้อง

KLIA กัวลาฯ มีระบบ Airport Coach เชื่อมต่อเข้ากับท่าอากาศยาน  (คลิกอ่านที่นี่ค่ะ)

http://suwannas.blogspot.com/2013/07/klia-airport-coach.html


ติ๋มซำกวางตุ้ง มื้อที่อร่อยสุดมื้อหนึ่งในเมืองอีโปร์ 怡保市广东式点心 DIMSUM @IPOH Malaysia  (คลิกอ่านที่นี่ค่ะ)  

http://suwannas.blogspot.com/2013/07/dimsum-ipoh-malaysia.html



อีโปห์  IPOH  怡保 Malaysia เมืองอาหารเลิศรส (美食城) เมืองแห่งภูเขา (山城) แนะนำที่ัำพัก
http://suwannas.blogspot.com/2013/07/ipoh-m (คลิกอ่านที่นี่ค่ะ) 


Flag Counter

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น